โครงงานคอมพิวเตอร์ประเภทซอฟแวร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งโรงเรียนอนุราชประสิทธิืเป็นตัวแทนในร
วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2557
Computer Project
โครงงานคอมพิวเตอร์ประเภทซอฟแวร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งโรงเรียนอนุราชประสิทธิืเป็นตัวแทนในร
วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
ประเภทของสื่อการเรียนรู้
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนคืออะไร
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted
Instruction : CAI)
เป็นกระบวนการเรียนการสอน
โดยใช้สื่อคอมพิวเตอร์ ในการนำเสนอเนื้อหาเรื่องราวต่างๆ มีลักษณะเป็นการเรียนโดยตรง
และเป็นการเรียนแบบมีปฏิสัมพันธ์ (Interactive) คือสามารถโต้ตอบระหว่างผู้เรียนกับคอมพิวเตอร์ได้
องค์ประกอบสำคัญของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
- เสนอสิ่งเร้าให้กับผู้เรียน ได้แก่ เนื้อหา
ภาพนิ่ง คำถาม ภาพเคลื่อนไหว
- ประเมินการตอบสนองของผู้เรียน ได้แก่
การตัดสินคำตอบ
- ให้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อการเสริมแรง ได้แก่
การให้รางวัล หรือ คะแนน
- ให้ผู้เรียนเลือกสิ่งเร้าในลำดับต่อไป
ประโยชน์ของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
1. สามารถตอบสนองการเรียนรู้ส่วนบุคคลได้
ซึ่งผู้เรียนสามารถเรียนรู้ตามระดับความสามารถและอัตราความเร็วตามที่ต้องการ
2. สามารถสร้างแรงจูงใจในการเรียนโดยการใช้สี
เสียงและภาพ รวมทั ้งการออกแบบโปรแกรมที่น่าสนใจ
3. สามารถคิดคำนวณได้รวดเร็วและแม่นยำ
ช่วยให้ผู้เรียนเรียนวิชาคณิตศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. ช่วยสอนความคิดรวบยอด (Concept) และทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี
5. สามารถเรียนได้อย่างไม่จำกัดเวลา และทบทวนได้ตามที่
ต้องการ
6. สามารถจัดแผนการสอนได้ดี
ด้วยการที่ผู้สอนสร้างโปรแกรมที่มีขั้นตอนและระบบที่ดี เช่น มีจุดมุ่งหมาย
สอนเนื้อหา ทดสอบและให้ผลย้อนกลับ และยังสามารถเก็บข้อมูลผู้เรียน
วิเคราะห์และเสนอผลการประเมินได้
ตัวอย่างโปรแกรม CAI ที่สร้างโดยใช้โปรแกรม Adobe Flash
วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
โครงงานพัฒณาสื่อเพื่อการศึกษา (Education Media)
โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา
ลักษณะเด่นของโครงงานประเภทนี้ คือ เป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการผลิตสื่อเพื่อการศึกษา โดยการสร้างโปรแกรมบทเรียนหรือหน่วยการเรียน ซึ่งอาจจะต้องมีภาคแบบฝึกหัด บททบทวน และคำถามคำตอบไว้พร้อม ผู้เรียนสามารถเรียนแบบรายบุคคลหรือรายกลุ่มการสอน โดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนนี้ ถือว่าคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์การสอน ซึ่งอาจเป็นการพัฒนาบทเรียนแบบออนไลน์ ให้ผู้เรียนเข้ามาศึกษาด้วยตนเองก็ได้ โครงงาน ประเภทนี้สามารถพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ประกอบการสอนในวิชาต่างๆ โดยผู้เรียนอาจคัดเลือกเนื้อหาที่เข้าใจยาก มาเป็นหัวข้อในการพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา ตัวอย่างโครงงาน เช่น การเคลื่อนที่แบบโปรเจ็กไตล์ ระบบสุริยจักรวาล ตัวแปรต่างๆ ที่มีผลต่อการชำกิ่งกุหลาบ หลักภาษาไทย และสถานที่สำคัญของประเทศไทย เป็นต้นตัวอย่างโปรแกรม
โปรแกรมมัลติมีเดียเรียนรู้ด้วยตนเอง :
ภาษาญี่ปุ่นขั้นพื้นฐาน 1-2
CAI Program for
Self-Learning : Basic Japanese 1-2
มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียผ่านซีดีรอมพร้อมหนังสือคู่มือสำหรับการเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นระดับพื้นฐานด้วยตนเอง
สำหรับนักเรียน นิสิตนักศึกษา และบุคคลทั่วไปทุกวัยและทุกอาชีพ
ทั้งผู้ที่มีและไม่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่น เป็นการวิจัยทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ
โปรแกรมช่วยสร้างที่ใช้ในงานวิจัย คือ Macromedia Flash MX Professional
ที่มา: http://www.rdi.ku.ac.th/kufair50/social/01_01_social/social_01-01.html
Funny Bones 2
ป็นโปรแกรมที่จำลองความเป็นจริงโดยตัดรายละเอียดต่าง
ๆ หรือนำกิจกรรมที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง มาให้ผู้เรียนได้ศึกษานั้น
เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พบเห็นภาพจำลองของเหตุการณ์ เพื่อการฝึกทักษะ
และการเรียนรู้ได้ โดยไม่ต้องเสี่ยงภัย หรือเสียค่าใช้จ่ายมากนัก
โปรแกรมนี้มิใช่เป็นการสอนเหมือนกับโปรแกรมการสอนแบบธรรมดา
ซึ่งเป็นการเสนอเนื้อหาความรู้ แล้วจึงให้ผู้เรียนทำกิจกรรม
แต่เป็นเพียงการแสดงให้ผู้เรียนได้ชมเท่านั้น
ที่มา: http://g-gang.exteen.com/
วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
ตัวอย่างโครงงาน
ชื่อโครงการ ประเทศไทยทาสีเขียว ( Paint On Thailand )
ในโลกเทคโนโลยีอย่างในปัจจุบันนี้
ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่างๆ
ถูกละเลยและเพิกเฉยจนทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน
ขาดสังคมที่ผู้คนจะเข้ามาร่วมกันพบปะพูดคุยแสดงความคิดเห็น และแลกเปลี่ยนข่าวสาร
แม้แต่เรื่องใกล้ตัวอย่าง
ปัญหาสิ่งแวดล้อมรอบบริเวณที่อาศัยอยู่ก็ยังขาดแคลนแหล่งข้อมูล ผู้พัฒนาจึงคิดว่าการพัฒนาระบบใหม่ที่สร้างสังคมออนไลน์ใหม่เพื่อเป็นศูนย์รวมของผู้คนที่ยังรักประเทศไทยอยู่ให้ตระหนักถึงปัญหาและช่วยกันกระตุ้นการปลูกต้นไม้
จะช่วยทำให้ประเทศไทยกลับมาเป็นประเทศสีเขียวอีกครั้งได้ ดังนั้น Paint On Thailand จึงเป็นสังคมเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ
ที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้รับข้อมูลจากผู้ใช้รายอื่นตามหลักการของเว็บ 2.0
ที่ผู้ใช้เป็นทั้งผู้รับข้อมูล และให้ข้อมูลแก่ผู้อื่น
เพื่อให้คนไทยได้มีโอกาสช่วยเหลือประเทศไทยของเราเอง
ชื่อผู้ทำโครงงาน นายภาณุพงษ์
ลิ้มพิสูจน์ นายพัฒนา ลีลารัศมี นายนิพนธ์ เลิศหิรัญวงศ์
วัตถุประสงค์หลัก
วัตถุประสงคของโครงงานชิ้นนี้เพื่อจดทำาระบบให
บริการแลกเปลี่ยนขาวสารเพื่อการการสงเสริม ปองกัน และรกษาทร ั พยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมในประเทศไทยเขาสูโลกของอินเทอรเน็ต
โปรแกรมที่ใช้
ใช้งานร่วมกับเว็บเบราเซอร์

ระบบเพิ่มตนไม สามารถเพิ่มรายละเอียดของตนไม
อัพโหลดขึ้นเว็บไซด ทั้งรายละเอียดตางๆ ที่อยู่รูปภาพ พรอมปกหมุดตนไม้ลงบนแผนที่
ประโยชน์
สรางระบบใหผูใชทราบถึงระดับปญหาทรพยากรธรรมชาต
ิและสิ่งแวดลอมในบริเวณตางๆโดยใชแถบสีแสดงบนบริเวณนั้นๆ
สรางระบบที่เปรียบเทียบระดับปญหาพรอมแสดงผลเปนแผนภูมิ
สรางระบบที่แสดงรูปประเทศไทย
ที่จะอัพเดทขอมูลเมื่อผูใชสงขอมูล เรื่องการปลูกตนไมของตัวเองลงไป
สรางระบบเชื่อมโยงขอมูลระหวางผูใชงานผานทางแผนที่
สรางกลไกใหระบบอัตโนมัติ ทําหนาที่เปนสังคมออนไลนไว
พบปะพูดคุย แสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนขาวสาร ตอยอดความรู
ที่มา: http://www.vcharkarn.com/project/670
วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2557
วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557
วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2557
วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2557
การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต
การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตคือ การเชื่อมต่อผู้ใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือคอมพิวเตอร์ใดๆ หรืออุปกรณ์มือถือ หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์เข้ากับระบบอินเทอร์เน็ตที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงบริการต่างๆในอินเทอร์เน็ตได้ (เช่นอีเมลและเวิลด์ไวด์เว็บ) ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet Service Provider, ISP) เสนอการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตให้ประชาชนทั่วไปผ่านทางเทคโนโลยีต่างๆที่มีความหลากหลายของอัตราการส่งสัญญาณข้อมูล (ความเร็ว)
ประเภทของการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต
การเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ตนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการในการใช้งานเป็นสำคัญเช่นใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อค้นหาข้อมูลที่บ้าน ใช้ในเชิงธุรกิจ ใช้เพื่อความบันเทิงหรือใช้ภายในองค์กรขนาดใหญ่ดังนั้นการเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ตจึงมีความแตกต่างกันซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านความต้องการรวมทั้งเงินทุนที่จะใช้ในการติดตั้งระบบด้วยปัจจุบันการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่นิยมใช้มี 5 ลักษณะคือ
1. การเชื่อมต่อแบบ Dial Up
เป็นการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่เคยได้รับความนิยมในยุคแรกๆ โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์บุคคล กับสายโทรศัพท์บ้านที่เป็นสายตรงต่อเชื่อมเข้ากับโมเด็ม(Modem) ก็สามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตได้แล้วผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตต้องทำการติดต่อกับผู้ให้บริการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านหมายเลขโทรศัพท์บ้านโดยผู้ให้บริการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตจะกำหนดชื่อผู้ใช้ (Username) และรหัสผ่าน (Password) มาให้เพื่อเข้าใช้บริการอินเตอร์เน็ต
ข้อดี
ของการเชื่อมต่อแบบ Dial Up คือ
อุปกรณ์มีราคาถูก
การติดตั้งง่าย
การเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ทำได้ง่าย
ข้อเสีย
คืออัตราการรับส่งข้อมูลค่อนข้างต่ำเพียงไม่เกิน 56 kbit (กิโลบิต)
ต่อวินาที
2. การเชื่อมต่อแบบ ISDN(Internet Services Digital Network)
เป็นการเชื่อมต่อที่คล้ายกับแบบDial Up เพราะต้องใช้โทรศัพท์และโมเด็มในการเชื่อมต่อต่างกันตรงที่ระบบโทรศัพท์เป็นระบบความเร็วสูงที่ใช้เทคโนโลยีระบบดิจิตอล (Digital) และต้องใช้โมเด็มแบบ ISDN Modem ในการเชื่อมต่อ ดังนั้นการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบISDN จะต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้
คือ
-ต้องติดต่อผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP) ที่ให้บริการการเชื่อมต่อแบบ ISDN
-การเชื่อมต่อต้องใช้ ISDN Modem ในการเชื่อมต่อ
-ต้องตรวจสอบว่าสถานที่ที่จะใช้บริการนี้อยู่ในอาณาเขตที่ใช้บริการ ISDN ได้หรือไม่
ข้อดี
คือไม่มีสัญญาณรบกวน มีความเร็วสูง
และยังคงสามารถใช้โทรศัพท์เพื่อพูดคุยไปได้พร้อม ๆ กับการเล่นอินเตอร์เน็ต
ข้อเสีย
คือมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าระบบ Dial-Up
3. การเชื่อมต่อแบบ DSL(Digital Subscriber Line)
เป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงโดยใช้สายโทรศัพท์ธรรมดาที่สามารถใช้อินเตอร์เน็ตและพูดผ่านสายโทรศัพท์ปกติได้ในเวลาเดียวกันสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการติดตั้งระบบอินเตอร์เน็ตแบบ DSL ก็คือ
-ต้องตรวจสอบว่าสถานที่ที่ติดตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ให้บริการระบบโทรศัพท์แบบDSL หรือไม่
-บัญชีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจากผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตในแบบDSL
-การเชื่อมต่อต้องใช้ DSL Modem ในการเชื่อมต่อ
-ต้องติดตั้ง Ethernet Adapter Card หรือ Lan Card ไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย
ข้อดี
คือมีความเร็วสูงกว่าแบบ Dial-Up และ ISDN
ข้อเสีย
คือไม่สามารถระบุความเร็วที่แน่นอนได้
4. การเชื่อมต่อแบบ Cable
เป็นการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตโดยผ่านสายสื่อสารเดียวกับ
Cable TV จึงทำให้เราสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไปพร้อมๆ กับการดูทีวีได้ โดยต้องจัดหาอุปกรณ์เพิ่มเติม คือ
-ใช้ Cable Modem เพื่อเชื่อมต่อ
-ต้องติดตั้ง Ethernet Adapter Card หรือ Lan Card ไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย
ข้อดี
คือถ้ามีสายเคเบิลทีวีอยู่แล้ว สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้โดยเพิ่มอุปกรณ์ Cable Modem ก็สามารถเชื่อมต่อได้
ข้อเสีย
คือถ้ามีผู้ใช้เคเบิลในบริเวณใกล้เคียงมาก อาจทำให้การรับส่งข้อมูลช้าลง
5. การเชื่อมต่อแบบดาวเทียม (Satellites)
เป็นการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงระบบที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันเรียกว่า Direct Broadcast Satellites หรือ DBS โดยผู้ใช้ต้องจัดหาอุปกรณ์เพิ่มเติม คือ
-จานดาวเทียมขนาด 18-21 นิ้ว เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวรับสัญญาณจากดาวเทียม
-ใช้ Modem เพื่อเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ต
ข้อเสีย
ของการเชื่อมต่อแบบดาวเทียม (Satellites) ได้แก่
-ต้องส่งผ่านสายโทรศัพท์เหมือนแบบอื่น ๆ
-ความเร็วในการรับส่งข้อมูลต่ำมากเมื่อเทียบกับแบบอื่นๆ
-ค่าใช้จ่ายสูง
วันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2557
วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
อุปกรณ์เทคโนโลยีสมัยใหม่
Ouya and other ‘microconsoles’ will disrupt home gaming
เครื่องเกมส์คอนโซลขนาดจิ๋วจะเริ่มเข้ามาเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการเล่นเกมส์ภายในบ้าน แม้ว่าในปี 2013 จะมีเครื่องเกมส์ชั้นนำอย่าง PlayStation 4 และ Xbox One เปิดตัวออกมา แต่ก็มีคู่แข่งม้ามืดอย่าง Ouya เครื่องเกมส์คอนโซลขนาดจิ๋วที่มีราคาถูกมากเมื่อเทียบกับสองรุ่นแรก และแนวโน้มในปี 2014 น่าจะมีเครื่องเกมส์คอนโซลแนวนี้นี้ถูกผลิตออกมาอีกหลายรุ่น
เครื่องเกมส์คอนโซลขนาดจิ๋วจะเริ่มเข้ามาเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการเล่นเกมส์ภายในบ้าน แม้ว่าในปี 2013 จะมีเครื่องเกมส์ชั้นนำอย่าง PlayStation 4 และ Xbox One เปิดตัวออกมา แต่ก็มีคู่แข่งม้ามืดอย่าง Ouya เครื่องเกมส์คอนโซลขนาดจิ๋วที่มีราคาถูกมากเมื่อเทียบกับสองรุ่นแรก และแนวโน้มในปี 2014 น่าจะมีเครื่องเกมส์คอนโซลแนวนี้นี้ถูกผลิตออกมาอีกหลายรุ่น
ที่มา http://tech.th.msn.com/feature/10-%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B5-2014-1
วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2557
วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557
วันอาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2557
อุปกรณ์พื้นฐานคอมพิวเตอร์
เม้าส์ (Mouse)
อุปกรณ์รับข้อมูลที่นิยมรองจากคีย์บอร์ด
เมาส์จะช่วยในการบ่งชี้ตำแหน่งว่าขณะนี้กำลังอยู่ ณ จุดใดบนจอภาพ เรียกว่า "ตัวชี้ตำแหน่ง (Pointer)" ซึ่งอาศัยการเลื่อนเมาส์
แทนการกดปุ่มบังคับทิศทางบนคีย์บอร์ด
ไมโครโพรเซสเซอร์ (Microprocessor)
คือ
ตัวผลประมวลใน microchip บางครั้งเรียกว่า logic chip ซึ่ง ไมโครโพรเซสเซอร์ เป็นเสมือนเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อน
เมื่อมีการเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ โดย ไมโครโพรเซสเซอร์
ได้รับการออกแบบในการประมวลผลทางคณิตศาสตร์ และตรรกะ
ซึ่งใช้พื้นที่ขนาดเล็กที่เรียกว่า register การทำงานของ
ไมโครโพรเซสเซอร์ แบบดั้งเดิมใช้สำหรับการบวก ลบ การเปรียบเทียบค่า
และการนำข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังที่อื่น การทำงานเหล่านี้เป็นผลจากกลุ่มของคำสั่ง (instruction)
ที่เป็นส่วนของการออกแบบ ไมโครโพรเซสเซอร์
เมื่อเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ไมโครโพรเซสเซอร์
ได้รับการออกแบบให้ไปดึงคำสั่งแรกจาก BIOS หลังจากนั้น BIOS
จะได้รับนำมาอยู่หน่วยความจำของคอมพิวเตอร์ เพื่อการประมวลคำสั่ง
รวมถึงการเรียกโปรแกรมประยุกต์อื่นๆ
ประเภทของระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ
ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision
Support System)
ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision
Support System) เป็นระบบย่อยหนึ่งในระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการโดยที่ระบบสนับสนุนการตัดสินใจจะช่วยผู้บริหารในเรื่องการตัดสินใจในเหตุการณ์หรือกิจกรรมทางธุรกิจที่ไม่มีโครงสร้างแน่นอน
หรือกึ่งโครงสร้างระบบสนับสนุนการตัดสินใจอาจจะใช้กับบุคคลเดียวหรือช่วยสนับสนุนการตัดสินใจเป็นกลุ่ม
นอกจากนั้นยังมีระบบสนับสนุนผู้บริหารเพื่อช่วยผู้บริหารในการตัดสินใจเชิงกลยุท
ระบบสารสนเทศแบบกลุ่ม
GDSS เป็นระบบสารสนเทศประเภทหนึ่งของ DSS
ซึ่งมีลักษณะเป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะโต้ตอบได้ (interactive)
ในการสนับสนุนงานแก้ไขปัญหาที่ไม่มีโครงสร้าง
สำหรับผู้ตัดสินใจที่ทำงานกันเป็นกลุ่ม (De Santi & Gallespe, 1987) เป้าหมายของ GDSS คือการปรับปรุงประสิทธิภาพการประชุมและการตัดสินใจ
หรือทั้งสองอย่าง โดยการช่วยสนับสนุนการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นภายในกลุ่ม
ช่วยกระตุ้นความคิด ระดมความคิด และการแก้ปัญหาความขัดแย้ง
ความแตกต่างระหว่าง DSS และ EIS
DSS = เน้นการตัดสินใจแบบกึ่งโครงสร้าง
(Semi structured decision making) มีการใช้ข้อมูลข่าวสารจากระบบ
MIS และข้อมูลจากภายนอกบางส่วนมาช่วยในการปรับปรุง หรือ
กำหนดแผนงานที่จะต้องสนองเป้าหมายหลักขององค์กรให้มากที่สุด เช่น ระบบ Data
miming เป็นต้น
EIS = เน้นการตัดสินใจแบบไร้โครงสร้าง (Unstructured decision making) จุดมุ่งหมายของระบบ EIS คือ ช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นแนวทาง ความเป็นไปที่เป็นมา และกำลังจะมีแนวโน้มไปทางใด เพื่อให้สามารถกำหนดนโยบาย เป้าหมาย หลักๆ ขององค์กรให้สามารถธำรงองค์กรไว้ได้ แข่งขันกับคู่แข่งขันได้อย่างดี ตัวอย่างเช่นระบบ วางแผนกลยุทธ์ Strategic planning เป็นต้น จะเป็นมาตรการสิ่งที่ได้จากการตัดสินใจของผู้บริหารชั้นสูงที่ใช้สั่งการไปสู่ผู้บริหารระดับกลาง เพื่อปรับแผนงานและกระทบถึงผู้บริหารระดับต้น เพื่อปฏิบัติตามแผนงาน ใหม่ต่อไป
วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2557
ใบงานที่ 1
ระบบสารสนเทศ
ก็คือ ระบบของการจัดเก็บ ประมวลผลข้อมูล โดยอาศัยบุคคลและเทคโนโลยีสารสนเทศในการดำเนินการ เพื่อให้ได้สารสนเทศที่เหมาะสมกับงานหรือภารกิจแต่ละอย่าง
- ทำให้ผู้บริโภคสารสนเทศเกิดความรู้ (Knowledge) และความเข้าใจ (Understanding) ในเรื่องดังกล่าว ข้างต้น
- เมื่อเรารู้และเข้าใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องแล้ว สารสนเทศจะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจ (Decision Making) ใน เรื่องต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม
- นอกจากนั้นสารสนเทศ ยังสามารถทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหา (Solving Problem) ที่เกิดขึ้นได้อย่าง ถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว ทันเวลากับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น
กระบวนการทำงานของระบบสารสนเทศที่เคยใช้ในชีวิตประจำวัน
อย่างเช่น การค้นหาข้ิอมูลประกอบการทำการบ้านจากอินเตอร์เน็ต ต้องมีการเสิร์ชหาข้อมูลจากหลายๆเว็ปและอ่านคร่าวๆในแต่ละเว็ปว่าเว็ปไหนเป็นข้อมูลที่ดีซึ่ง แต่ละเว็ปแต่ละบทความจะมีข้อมูลที่แตกต่างกัน นำข้อมูลจากหลายๆแหล่งมาอ้างอิงกันและกันและนำมาประติดประต่อกันใหม่และจัดเรียงรูปหน้าเพื่อเตรียมแสดงผลและจัดเก็บตามกระบวนการทางระบบสารสนเทศตามที่ระบุำไว้ด้านล่าง
1.การนำเข้าข้อมูล (Input) เป็นการนำข้อมูลดิบ (Data) ที่ได้จากการเก็บรวบรวมเข้าสู่ระบบ เพื่อนำไปประมวลผลให้เป็นสารสนเทศ เช่น การบันทึกการขายรายวัน,บันทึกคะแนนเก็บของนักเรียน ฯลฯ
2.การประมวลผลข้อมูล (Process) เป็นการคิด คำนวณ หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลดิบให้เป็นสารสนเทศ อาจทำได้ด้วยการเรียงลำดับ การคำนวณ การจัดรูปแบบ และการเปรียบเทียบตัวอย่างการประมวลผล เช่น การคำนวณรายได้ของผู้ปกครอง การนับจำนวนวันหยุดราชการบนปฏิทิน ฯลฯ
3.การแสดงผล (Output) เป็นการนำผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลมาแสดงในรูปแบบที่ผู้ใช้ต้องการ เพื่อส่งเสริมหรือช่วยในการตัดสินใจ
4.การจัดเก็บข้อมูล (Storage) เป็นการจัดเก็บข้อมูลดิบหรือสารสนเทศทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศ เนื่องจากการนำข้อมูลดิบเข้าสู่ระบบมีการจัดเก็บจนถึงระยะยาวระยะหนึ่งแล้วจึงนำไปประมวลผล
ประเภทของระบบสารสนเทศ
1.ระบบสารสนเทศแบบประมวลรายการ(TPS:Transaction Processing Systems )
เป็นระบบสารสนเทศที่เกี่ยวกับการบันทึกและประมวลข้อมูลที่เกิดจาก ธุรกรรมหรือการปฏิบัติงานประจำหรืองานขั้นพื้นฐานขององค์การ เช่น การซื้อขายสินค้า การบันทึกจำนวนวัสดุคงคลัง เมื่อใดก็ตามที่มีการทำธุรกรรมหรือปฏิบัติงานในลักษณะดังกล่าวข้อมูลที่เกี่ยวข้องจะเกิดขึ้นทันที เช่น ทุกครั้งที่มีการขายสินค้า ข้อมูลที่เกิดขึ้นก็คือ ชื่อลูกค้า ประเภทของลูกค้า จำนวนและราคาของสินค้าที่ขายไป รวมทั้งวิธีการชำระเงินของลูกค้า
2.ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (MIS:Management Information System)
คือระบบที่ให้สารสนเทศ ที่ผู้บริหารต้องการ เพื่อให้สามารทำงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะรวมทั้งสารสนเทศภายในและภายนอกสารสนเทศที่เกี่ยวพันกับองค์กรทั้งในอดีตและปัจจุบัน นอกจากนี้ระบบนี้จะต้องให้สารสนเทศในช่วงเวลาที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจในการวางแผนการควบคุม และการปฏิบัติการขององค์กรได้อย่าง ถูกต้อง แม้ว่าผู้บริหารที่จะได้รับประโยชน์จากระบบนี้สูงสุดคือผู้บริหารระดับกลาง แต่โดยพื้นฐานของระบบนี้แล้วจะเป็นระบบที่สามารถสนับสนุนข้อมูลให้ผู้บริหารทั้งสาม ระดับ คือทั้งผู้บริหารระดับต้น ผู้บริหารระดับกลางและผู้บริหารระดับสูง โดยระบบนี้จะให้รายงานที่สรุปสารสนเทศซึ่งรวบรวมจากฐานข้อมูลทั้งหมดของบริษัท
3.ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS:Geographic Information System )
ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ หรือ Geographic Information System : GIS คือกระบวนการทำงานเกี่ยวกับข้อมูลในเชิงพื้นที่ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ที่ใช้กำหนดข้อมูลและสารสนเทศ ที่มีความสัมพันธ์กับตำแหน่งในเชิงพื้นที่ เช่น ที่อยู่ บ้านเลขที่ สัมพันธ์กับตำแหน่งในแผนที่ ตำแหน่ง เส้นรุ้ง เส้นแวง ข้อมูลและแผนที่ใน GIS เป็นระบบข้อมูลสารสนเทศที่อยู่ในรูปของตารางข้อมูล และฐานข้อมูลที่มีส่วนสัมพันธ์กับข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial Data) ซึ่งรูปแบบและความสัมพันธ์ของข้อมูลเชิงพื้นที่ทั้งหลาย จะสามารถนำมาวิเคราะห์ด้วย GIS และทำให้สื่อความหมายในเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่สัมพันธ์กับเวลาได้ เช่น การแพร่ขยายของโรคระบาด การเคลื่อนย้าย ถิ่นฐาน การบุกรุกทำลาย การเปลี่ยนแปลงของการใช้พื้นที่ ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้ เมื่อปรากฏบนแผนที่ทำให้สามารถแปลและสื่อความหมาย ใช้งานได้ง่าย
แหล่งอ้างอิง: https://sites.google.com/site/thekhnoloyisasnthesm4/bth-thi1rabb-sarsnthes/prapheth-khxng-rabb-sarsnthes
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)